Input your search keywords and press Enter.

สธ. แจงแผนฉีดวัคซีนในเด็ก 4 ล้านรายใน 1 เดือน เผยการเปิดประเทศต้องประเมินอีกครั้งสิ้นเดือนกันยายนนี้

วันนี้ (17 กันยายน) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โควิดประจำวัน โดยช่วงหนึ่งได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีน Pfizer ในเด็กอายุ 12-17 ปี กรณีที่มีความกังวลเรื่องอาการข้างเคียงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งกรณีนี้หากผู้ปกครองประสงค์อยากให้ฉีดยี่ห้ออื่นๆ อาจจะต้องรอการขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการองค์การอาหารและยา (อย.) ให้ฉีดในเด็กของวัคซีนยี่ห้ออื่นไปก่อน 

สำหรับกรณีการฉีดวัคซีนให้กับเด็กนอกระบบการศึกษา ในเบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุขออกแบบระบบการฉีดให้เป็นไปตามชั้นเรียน คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือเทียบเท่า เช่น ปวช. ส่วนอายุอย่างน้อยต้อง 12 ปี อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อายุเกิน 17 ปีไปบ้าง ก็จะมีการผ่อนปรนให้ฉีดได้ หรือกรณีนักเรียน Home School หรือโรงเรียนอื่นๆ เช่น โรงเรียนคนพิการ ก็จะได้การฉีดวัคซีนเช่นเดียวกัน แต่เพื่อให้มีความชัดเจนในขั้นตอนการปฏิบัติในการฉีดวัคซีนนักเรียนกว่า 4 ล้านคนภายใน 1 เดือน จึงได้ออกแบบระบบการฉีดให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว

นพ.โสภณกล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีการฉีดวัคซีน Moderna ที่ทางโรงพยาบาลเอกชนได้นำเข้า ซึ่งจะเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปนั้น ขอให้ประชาชนพิจาณาการฉีดเบื้องต้นดังนี้คือ หากไม่ได้รับการฉีดวัคซีนใดๆ มาก่อน ให้ฉีดได้ตามแผนปกติ แต่หากได้รับการฉีดวัคซีนอื่นไปแล้ว ให้ปรึกษาแพทย์เป็นกรณีไป ซึ่งโดยทั่วไปเราจะไม่ฉีดวัคซีนมากเกินความจำเป็น อย่างเช่นในขณะนี้ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีน 2 เข็ม เช่น Sinovac, Pfizer

นพ.โสภณระบุว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีน AstraZeneca ครบ 2 เข็มแล้ว คำแนะนำเบื้องต้นคืออาจจะยังไม่จำเป็นต้องได้รับเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ ในช่วงเวลาใกล้นี้ ส่วนกรณีที่ฉีดวัคซีน Sinovac 2 เข็ม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสม เพราะเราก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในการฉีดวัคซีน Moderna ตามวัคซีนเชื้อตาย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมามีการฉีดวัคซีน Pfizer ตามหลังผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว ซึ่งทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิได้ดี สามารถป้องกันโรคได้

นพ.โสภณยังได้กล่าวถึงเรื่องการเปิดประเทศในช่วงเดือนตุลาคมนี้ว่า หากย้อนหลังกลับไปในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายในการเปิดประเทศภายใน 120 วัน ผ่านมาจนถึงเวลานี้สถานการณ์โควิดในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น ในหลายจังหวัดสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการวางแผนเปิดการเดินทางมากขึ้นในจังหวัดต่างๆ ก็ต้องมีการเตรียมการประเมินความพร้อมทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงการเตรียมประชาชน ผู้ประกอบการประเภทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว ตรงนี้ต้องมีการจัดทำมาตรฐาน SHA+ ซึ่งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขได้ออกแบบเรื่องการเตรียมความพร้อมของที่พัก โรงแรม สถานประกอบการ และกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อในสถานที่เหล่านั้น 

“คาดว่าทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) จะมีการประชุมในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ โดยก่อนถึงวาระการประชุมอาจต้องมีการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในภาพรวมรวมถึงสถานการณ์รายจังหวัด และเร่งรัดให้ประชาชนในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการการท่องเที่ยว การเดินทาง ได้มีการฉีดวัคซีนในเปอร์เซ็นต์ที่สูง โดยหวังว่าในสิ้นเดือนกันยายน พื้นที่ทั่วไปจะมีการครอบคลุมของวัคซีนอย่างน้อยร้อยละ 50 สำหรับเข็มที่ 1 และในเดือนตุลาคมจะเร่งรัดขึ้นไปอีกให้ได้ร้อยละ 70 และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางก็ต้องมีจำนวนการฉีดที่สูงอีก” นพ.โสภณกล่าวในที่สุด

ที่มาของข่าว: เว็บไซต์ TheStandard

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น